• หน้าแรก

  • Accounting Articles

  • ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร? 8 เช็กลิสต์ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถใช้หัก VAT

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร? 8 เช็กลิสต์ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถใช้หัก VAT

  • หน้าแรก

  • Accounting Articles

  • ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร? 8 เช็กลิสต์ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถใช้หัก VAT

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร? 8 เช็กลิสต์ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถใช้หัก VAT



สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี การบริหารจัดการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความถูกต้องรอบคอบอย่างยิ่ง หนึ่งในประเด็นที่มักเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้งคือ "ภาษีซื้อต้องห้าม" เนื่องจากหลายท่านอาจเข้าใจว่า “เมื่อจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และได้รับใบกำกับภาษีมาแล้ว จะสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้เสมอ”

ในความเป็นจริง ตามประมวลรัษฎากร ได้กำหนดเงื่อนไขของใบกำกับภาษีบางประเภทที่ไม่สามารถนำมาใช้หักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน (ภ.พ.30) ได้ หากนำไปยื่นโดยไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อม เบี้ยปรับ 1–2 เท่า และ เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตามกฎหมาย

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร?

ภาษีซื้อต้องห้าม (Non-Deductible Input Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่ผู้ประกอบการได้ชำระไปจากการซื้อสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 ห้ามนำภาษีซื้อจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากภาษีขาย ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน (ภ.พ.30)

            ภาษีซื้อปกติ: ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = ภาษีที่ต้องชำระ (หรือขอคืน)

            ภาษีซื้อต้องห้าม: ห้ามนำมาแสดงในช่องภาษีซื้อของแบบ ภ.พ.30 เด็ดขาด 

การจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% พร้อมได้รับใบกำกับภาษีมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเอกสารทุกใบจะสามารถนำมาใช้หักออกจากภาษีขายเพื่อขอคืนเงินได้เสมอไป หากหลงนำใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องไปยื่นแบบ ภ.พ.30 สรรพากรจะถือเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถเคลมเงินคืนได้แล้ว ยังมีโทษเบี้ยปรับ 1–2 เท่า และเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) อีก 1.5% ต่อเดือนย้อนหลังตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากรอีกด้วย

8 เช็กลิสต์ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถนำไปหัก VAT

1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือ ทำบิลหาย

จ่ายเงินไปจริง มีสลิปโอนเงินชัดเจน แต่ร้านค้าไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ หรือทำเอกสารหายแล้วไม่มี "ใบแทนใบกำกับภาษี" มาแสดงตอนสรรพากรขอตรวจ

  •  สลิปโอนเงิน บิลเงินสด หรือใบเสร็จรับเงินทั่วไป ใช้แทนใบกำกับภาษีเพื่อเคลม VAT ไม่ได้เด็ดขาด

2. พิมพ์ชื่อ-ที่อยู่ผิด หรือข้อความไม่คร

ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ามีจุดผิดแม้แต่จุดเดียวก็ปลิวทันที เช่น:

  • พิมพ์ชื่อบริษัทผิดไปตัวเดียว, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักสลับกัน

  • ลืมระบุว่า "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่..." (ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย)

  • มีรอยลิควิด ลบ ขีดฆ่า โดยไม่มีลายเซ็นกำกับอย่างถูกต้อง

3. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิปสั้นๆ จากร้านค้า)

บิลสั้นๆ ที่ได้จากร้านสะดวกซื้อ, ร้านกาแฟ, ปั๊มน้ำมัน หรือห้างสรรพสินค้า ที่หัวบิลเขียนว่า "ใบกำกับภาษีอย่างย่อ" และไม่มีชื่อ-ที่อยู่บริษัทเรา

  •  ต้องแจ้งขอเปลี่ยนเป็น "ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป" จากหน้าร้านทุกครั้งก่อนเดินออกจากร้าน

4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ "รถยนต์นั่ง" (รถเก๋ง/รถ SUV ไม่เกิน 10 ที่นั่ง)

 ค่าใช้จ่ายทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับรถเก๋งประจำตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ค่าดาวน์, ค่างวดเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง

  • ค่าน้ำมัน, ค่าทางด่วน

  • ค่าซ่อมบำรุง, ค่าเปลี่ยนยาง, ค่าประกันภัย VAT จากรายการพวกนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด
    (ยกเว้นบริษัทคุณทำธุรกิจโชว์รูมขายรถ หรือธุรกิจรถเช่าโดยตรง)

5. ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า / พาคู่ค้าไปกินข้าว

พาซัพพลายเออร์ไปเลี้ยงข้าว, พาไปตีกอล์ฟ, ค่าห้องพักโรงแรมให้ลูกค้า หรือซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่แจกคู่ค้า

  • แม้ว่าร้านอาหารหรือโรงแรมจะออกใบกำกับภาษีเต็มรูปให้ถูกต้อง 100% แต่ VAT จากค่าเลี้ยงรับรอง ห้ามเอาไปเคลม

6. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ / กรรมการ

ซื้อทีวีไปติดที่บ้านกรรมการ, ค่าแพ็กเกจเที่ยวส่วนตัว, ค่าของใช้ส่วนตัว

  • นอกจากจะเคลม VAT ไม่ได้แล้ว ยังห้ามเอาไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทด้วย

7. ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก (บริษัทร้าง / บิลปลอม / e-Tax ปลอม)

ซื้อของจากร้านที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง หรือซัพพลายเออร์โดนสรรพากรถอนชื่อออกจากระบบ VAT ไปแล้ว (บริษัทร้าง) รวมถึงเอกสาร e-Tax Invoice ที่ออกโดยระบบไม่ได้มาตรฐาน

  • ก่อนอนุมัติโอนเงินให้นักบัญชีกดเช็กสถานะผู้เสียภาษี (VAT Info) บนเว็บไซต์กรมสรรพากรให้ชัวร์ก่อนเสมอ

8. ใบกำกับภาษี "ดองข้ามปี" (ยื่นเลทเกิน 6 เดือน)

ปกติบิลเดือนไหนต้องยื่นภาษีเดือนนั้น แต่สรรพากรผ่อนผันให้นำมาเคลมย้อนหลังได้ไม่เกิน 6 เดือน นับจากเดือนที่ออกเอกสาร

 บิลลงวันที่ 15 มกราคม ต้องเอามาเคลมช้าสุดไม่เกินภาษีซื้อเดือนกรกฎาคม ถ้าลืมเปิดเก๊ะค้นเจอในเดือนสิงหาคม... ใบนั้นกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที!

"หัก VAT ไม่ได้" ไม่ได้หมายความว่า "บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ได้"

ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจผิด คือการคิดว่าภาษีซื้อต้องห้ามจะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางภาษีได้เลย

ในทางบัญชีและภาษีอากร "ภาษีซื้อต้องห้ามบางประเภท กฎหมายยินยอมให้นำยอด VAT 7% ไปรวมเป็นต้นทุนของค่าใช้จ่าย เพื่อหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ได้"


ตัวอย่างการบันทึกบัญชีหน้างาน

โจทย์: บริษัทชำระค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้าเป็นเงิน 10,000 บาท + VAT 7% (700 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,700 บาท (ได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปถูกต้อง)
         การลงรายการบัญชี (Journal Entry):

         เดบิต (Dr.) ค่าเลี้ยงรับรอง                                       10,700

         เครดิต (Cr.) เงินสด / เงินฝากธนาคาร                         10,700

        (: นำ VAT 700 บาท บวกรวมเป็นต้นทุนค่าเลี้ยงรับรอง 10,700 บาททันที โดยไม่ต้องแยกตั้งบัญชีภาษีซื้อ)

สรุป: การตรวจสอบเอกสารใบกำกับภาษีอย่างละเอียดเป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางภาษี การจำแนกประเภทภาษีซื้อปกติและภาษีซื้อต้องห้ามได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร และลดภาระค่าใช้จ่ายจากเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นย้อนหลัง

ข้อควรรู้: ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเท่านั้น เงื่อนไขทางภาษีอาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละธุรกิจ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากร ควรตรวจสอบรายละเอียดกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรเพิ่มเติมก่อนการดำเนินการยื่นภาษีจริง

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาษีด้วย Prosoft WINSpeed Cloud

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ WINSpeed Cloud มาพร้อมระบบช่วยจัดหมวดหมู่และแยกประเภทภาษีซื้อต้องห้ามให้อัตโนมัติขณะลงบันทึกรายการ ช่วยให้นักบัญชีทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีผิดพลาด พร้อมรองรับการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายตามมาตรฐานกรมสรรพากร


เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ คอมเทค จำกัด 26/8/2569

ติดตามเกร็ดความรู้ด้านบัญชี ภาษี และเทคนิคดี ๆ สำหรับผู้ประกอบการ พร้อมอัปเดตเรื่องน่ารู้ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารงานได้ง่ายขึ้นไปกับ Prosoft WINSpeed
Facebook :  Prosoft WINSpeed โปรแกรมบัญชีสำหรับนักบริหารมืออาชีพ
Youtube   :  Prosoft WINSpeed Cloud



 70
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ออดิท (Audit) หรือการตรวจสอบบัญชี คือกระบวนการที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด และสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
Landed Cost คือ ต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าจนถึงจุดหมายปลายทาง (เช่น คลังสินค้าของบริษัท) ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากราคาสินค้าเอง ทำให้สามารถคำนวณราคาที่แท้จริงของสินค้าเมื่อถึงมือผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าได้อย่างถูกต้อง
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แน่นอนว่ามักจะมีปัญหาทางการเงินเข้ามาให้เจ้าของธุรกิจต้องคอยรับมืออยู่ตลอดเวลา และแม้จะระมัดระวังเป็นอย่างดีด้วยความเป็นมือใหม่ก็อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าความผิดพลาดด้านการเงิน คือ หนทางแห่งความลำบากในการทำธุรกิจ สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินในการทำธุรกิจ ลองทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผิดพลาดเหล่านี้ดูเพื่อหาหนทางให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไป โดยข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการมักพบกันก็คือ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ที่ทำให้กิจการจำเป็นและจำใจต้อง เปลี่ยนสำนักงานบัญชี ใหม่ เรื่องที่สำคัญคือ
โปรแกรม ERP เป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรขององค์กรที่เชื่อมต่อและรวมรวมข้อมูลทั้งหมดขององค์กรในระบบเดียวกัน โดยรวมถึงเรื่องบัญชีทางการเงินด้วย โดยโปรแกรม ERP จะช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถดำเนินการตรวจสอบรายการเงินสด รายการเจ้าหนี้ รายการลูกหนี้ รายการค่าใช้จ่าย และรายการบัญชีอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
โปรแกรมบัญชี เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะงานบัญชีคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ ที่ทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารเห็นภาพรวมขององค์กรอย่างชัดเจน การมีโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยงานบัญชีทำให้องค์กรมีความราบรื่น ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์