• หน้าแรก

  • Accounting Articles

  • VAT คืออะไร? ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีคำนวณสำหรับเจ้าของธุรกิจ

VAT คืออะไร? ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีคำนวณสำหรับเจ้าของธุรกิจ

  • หน้าแรก

  • Accounting Articles

  • VAT คืออะไร? ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีคำนวณสำหรับเจ้าของธุรกิจ

VAT คืออะไร? ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีคำนวณสำหรับเจ้าของธุรกิจ


VAT คืออะไร?

VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าสินค้า โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระในแต่ละเดือน

VAT คือภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหรือการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการจะมีทั้งด้าน “ภาษีขาย” ที่เกิดจากการขายหรือให้บริการ และ “ภาษีซื้อ” ที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เข้าเงื่อนไข

ปัจจุบันประเทศไทยใช้อัตรา VAT 7% โดยกรมสรรพากรประกาศเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ยืนยันการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 และขยายเวลาการลดอัตราดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ดังนั้น สำหรับช่วงเวลาที่บทความนี้จัดทำ อัตรา VAT ที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงคือ 7%



ธุรกิจแบบไหนต้องจด VAT?

โดยหลัก ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ และมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าธุรกิจต้องจด VAT หรือไม่ ไม่ควรดูเพียงตัวเลข 1.8 ล้านบาทอย่างเดียว เพราะกฎหมายมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทกิจการ สินค้าและบริการที่อยู่ในบังคับ VAT รวมถึงกิจการหรือรายการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น หากเป็นกรณีของธุรกิจจริง ควรพิจารณาลักษณะกิจการและประเภทของรายรับประกอบกัน

สำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มต้นคือการติดตามรายรับของกิจการอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อรายรับเข้าเกณฑ์แล้ว จะมีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT ตามมา ทั้งการจดทะเบียน การออกใบกำกับภาษี การจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย และการยื่นแบบ ภ.พ.30

ภ.พ.30 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ VAT อย่างไร?

เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ธุรกิจจะมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 โดยทั่วไปผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนการยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อาจมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขยายกำหนดเวลาตามที่กรมสรรพากรกำหนด

สิ่งที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจ คือ การยื่น ภ.พ.30 ไม่ได้หมายความว่าทุกเดือนจะต้องมี VAT ที่ต้องชำระเสมอไป เพราะผลการคำนวณอาจเป็นภาษีที่ต้องชำระ หรืออาจมีภาษีชำระไว้เกินได้และแม้ในเดือนนั้นจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด


ภาษีขายคืออะไร? 
“ภาษีขาย” คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ภายใต้ VAT

หลักสำคัญที่เจ้าของกิจการควรจำคือ   ขายสินค้า หรือให้บริการ → เกิดภาษีขาย

ตัวอย่างเช่น
บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้าในราคา 100,000 บาท และคิด VAT 7%

VAT จะเท่ากับ 7,000 บาท = ลูกค้าจะจ่ายทั้งหมด 107,000 บาท

เงิน 100,000 บาทคือมูลค่าขายก่อน VAT ส่วน 7,000 บาทคือภาษีขาย

ตรงนี้มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าของกิจการควรจำไว้ให้ดี คือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าไม่ใช่เงินที่ธุรกิจควรมองว่าเป็นรายได้ของตัวเองทั้งหมด เพราะ VAT เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำไปคำนวณและนำส่งตามระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

พูดง่าย ๆ คือ ลูกค้าจ่ายเงินมา 107,000 บาท แต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจขายของได้ 107,000 บาททั้งหมด


ภาษีซื้อคืออะไร?
“ภาษีซื้อ” คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน รวมถึงกรณีอื่นที่กฎหมายกำหนด
ถ้าภาษีขายเกิดจากการขาย ภาษีซื้อก็เกิดจากอีกด้านหนึ่ง คือ “การซื้อ”
หลักจำง่าย ๆ คือ “ซื้อ = ภาษีซื้อ”

ตัวอย่างเช่น
บริษัทซื้ออุปกรณ์สำนักงานราคา 50,000 บาท และมี VAT 7% จำนวน 3,500 บาท บริษัทจึงจ่ายเงินให้ผู้ขายรวม 53,500 บาท

จำนวน 3,500 บาทคือ VAT ที่บริษัทจ่ายไป ซึ่งในกรณีที่เป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักตามกฎหมาย ก็สามารถนำมาใช้ในการคำนวณ VAT ของกิจการได้

เรื่องสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ ไม่ใช่ VAT ที่จ่ายจากการซื้อทุกกรณีจะสามารถนำมาหักกับภาษีขายได้ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดกรณีที่เป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” ไว้ด้วย

ภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร?

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดที่เจ้าของธุรกิจควรระวังมากที่สุด เพราะการเห็น VAT อยู่ในใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ VAT จำนวนนั้นไปหักภาษีขายได้เสมอไป

กฎหมายกำหนดกรณีที่ภาษีซื้อไม่สามารถนำไปหักในการคำนวณ VAT หรือที่เรียกว่า “ภาษีซื้อต้องห้าม” ไว้หลายกรณี

ตัวอย่างที่กรมสรรพากรอธิบายไว้ เช่น ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองบางลักษณะ รวมถึงภาษีซื้อบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ทั้งนี้รายละเอียดและข้อยกเว้นต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายในแต่ละกรณี

ดังนั้น ในการทำบัญชีจึงไม่ควรนำยอด VAT จากเอกสารทุกใบมารวมเป็นภาษีซื้อที่หักได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่ารายการนั้นมีสิทธิทางภาษีหรือไม่

ตารางเปรียบเทียบภาษีซื้อ vs ภาษีขาย

  ภาษีซื้อ ภาษีขาย
คืออะไร? VAT ที่ธุรกิจ จ่ายตอนซื้อ VAT ที่ธุรกิจ เก็บจากลูกค้าตอนขาย
เกิดขึ้นเมื่อ ซื้อสินค้า / รับบริการ ขายสินค้า / ให้บริการ
ตัวอย่าง ซื้อ 100,000 บาท + VAT 7,000 บาท → ภาษีซื้อ 7,000 บาท ขาย 200,000 บาท + VAT 14,000 บาท → ภาษีขาย 14,000 บาท
เอาไปทำอะไร? นำภาษีซื้อที่ มีสิทธิ มาหักออกจากภาษีขาย นำมาเทียบกับภาษีซื้อ เพื่อดูว่าต้องชำระ VAT เท่าไร
จำง่าย ๆ ซื้อ → จ่าย VAT ขาย → เก็บ VAT


ภาษีขาย
คือ VAT ที่กิจการเรียกเก็บจากการขายหรือให้บริการ
ภาษีซื้อ  คือ VAT ที่กิจการจ่ายจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เกี่ยวข้องและเข้าเงื่อนไข

เมื่อนำมาคำนวณ VAT ประจำเดือน จะนำภาษีขายมาเปรียบเทียบกับ ภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหัก

หลักการพื้นฐานคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหัก

นี่คือหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจ VAT  การคำนวณจริงอาจมีรายละเอียดอื่นที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น ภาษีซื้อที่ต้องห้าม ภาษีชำระไว้เกินยกมา หรือรายการปรับปรุงต่าง ๆ

ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย?

ตัวอย่าง เดือนนี้บริษัทมี ภาษีขาย 14,000 บาท แต่มี ภาษีซื้อที่มีสิทธิ 21,000 บาท

จำนวน
 ภาษีขาย 14,000 บาท
ภาษีซื้อที่มีสิทธิ 21,000 บาท
ผลต่าง -7,000 บา

แปลว่า เดือนนี้บริษัทมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย และอาจเกิด ภาษีที่ชำระไว้เกิน ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงิน 7,000 บาทคืนทันที แต่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาสิทธิและดำเนินการตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น การขอคืนภาษีหรือการดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายกำหนด หากธุรกิจมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สิ่งสำคัญคือ ต้องมีเอกสารและข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อยืนยันสิทธิของภาษีซื้อ

ทำไมใบกำกับภาษีจึงสำคัญ?

เมื่อพูดถึงภาษีซื้อ เรื่องของ ใบกำกับภาษี เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขาย ไม่ได้ดูแค่จำนวน VAT ที่ระบุอยู่ในเอกสาร แต่ต้องดูด้วยว่าเอกสารนั้นถูกต้อง และรายการดังกล่าวมีสิทธินำมาหักตามกฎหมายหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากเป็นภาษีซื้อต้องห้าม หรือเอกสารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจไม่สามารถนำ VAT จำนวนดังกล่าวมาหักได้ หากนำภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิมาหัก อาจทำให้การยื่นแบบ ภ.พ.30 ไม่ถูกต้อง และอาจมีภาระภาษี เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกรณี ดังนั้น การเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ ตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้อง และบันทึกข้อมูลตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้

พูดง่าย ๆ คือ อย่าเก็บแค่ “ใบเสร็จ” แต่ควรตรวจสอบด้วยว่าเอกสารนั้นใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้หรือไม่

ตัวอย่างคำนวณ VAT แบบง่าย ๆ

ลองดูตัวอย่างจากธุรกิจหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพว่า ภาษีซื้อและภาษีขายเกี่ยวข้องกันอย่างไร

สมมติว่าเดือนนี้ บริษัทขายสินค้าและให้บริการรวม 500,000 บาท โดยราคานี้ยังไม่รวม VAT เมื่อคิด VAT 7% บริษัทจะมีภาษีขาย 500,000 × 7% = 35,000 บาท

หมายความว่า บริษัทเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า 35,000 บาท ในเดือนเดียวกัน บริษัทมีการซื้อสินค้าและรับบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรวม 200,000 บาท และมี VAT 7% จำนวน 14,000 บาท ซึ่งเป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักตามหลักเกณฑ์

เมื่อนำภาษีขายมาเปรียบเทียบกับภาษีซื้อ ภาษีขาย 35,000 บาท − ภาษีซื้อ 14,000 บาท= 21,000 บาท

ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ บริษัทมี VAT ที่ต้องชำระ 21,000 บาท

หลักจำคือ

ขาย → เก็บ VAT 35,000 บาท

ซื้อ → จ่าย VAT 14,000 บาท

35,000 − 14,000 = 21,000 บาท

ตัวอย่างนี้เป็นการอธิบายหลักการเบื้องต้นเท่านั้น การคำนวณ VAT จริงอาจต้องพิจารณาภาษีซื้อที่มีสิทธิ ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีชำระไว้เกินยกมา และรายการอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ถ้าราคาสินค้ารวม VAT แล้ว จะคำนวณอย่างไร?

บางครั้งราคาที่ขายให้ลูกค้าไม่ได้แยก VAT ออกมา แต่แจ้งเป็น “ราคาสุทธิ รวม VAT แล้ว”

เช่น สินค้าราคา 107,000 บาท รวม VAT 7%

ถ้าอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วราคาสินค้าก่อน VAT เท่าไร สามารถนำยอดรวมมาหารด้วย 1.07  107,000 ÷ 1.07 = 100,000 บาท

ดังนั้น ราคาก่อน VAT = 100,000 บาท VAT 7% = 7,000 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย = 107,000 บาท

วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการแยกได้ว่า เงินที่ได้รับจากลูกค้านั้น ส่วนไหนเป็นยอดขาย และส่วนไหนเป็น VAT

ราคาสินค้ารวม VAT แล้ว จะคำนวณอย่างไร?

บางครั้งธุรกิจแจ้งราคากับลูกค้าเป็น “ราคาที่รวม VAT แล้ว”

เช่น ราคาสินค้า = 107,000 บาท รวม VAT 7% แล้ว

ถ้าต้องการรู้ว่าราคาก่อน VAT เท่าไร 107,000 ÷ 1.07 = 100,000 บาท

รายการ จำนวน
ราคาก่อน VAT 100,000 บาท
VAT 7% 7,000 บาท
ราคาที่ลูกค้าจ่าย 107,000 บาท

หลักการจำ ราคาที่รวม VAT แล้ว ÷ 1.07 = ราคาก่อน VAT

ใบกำกับภาษีสำคัญแค่ไหน?

สำคัญมาก เพราะการนำภาษีซื้อมาหักไม่ได้ดูแค่ตัวเลข VAT แต่ต้องมีเอกสารและหลักฐานที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ด้วย

☑️ เอกสารถูกต้องหรือไม่
☑️ รายการนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่
☑️ เป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักหรือไม่
☑️ เป็นภาษีซื้อต้องห้ามหรือไม่

หากนำภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิมาหัก อาจทำให้การยื่น ภ.พ.30 ไม่ถูกต้อง และอาจมีภาระภาษี เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกรณี

ดังนั้น เก็บเอกสารให้ครบ + ตรวจสอบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้

ทำไมธุรกิจที่มีรายการเยอะจึงควรใช้โปรแกรมบัญชี?

ในธุรกิจที่มีรายการซื้อขายไม่มาก เจ้าของกิจการอาจสามารถติดตามข้อมูลด้วยเอกสารหรือไฟล์ตารางได้ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต จำนวนใบกำกับภาษี รายการซื้อ รายการขาย ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ลองนึกภาพธุรกิจที่มีใบกำกับภาษีซื้อหลายร้อยรายการต่อเดือน และมีใบกำกับภาษีขายจากลูกค้าจำนวนมาก ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกข้อมูล ตรวจสอบเอกสาร แยกภาษีซื้อและภาษีขาย รวมถึงตรวจสอบว่ารายการใดมีสิทธิและไม่มีสิทธินำมาหัก หากต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือ โอกาสที่จะเกิดการบันทึกผิด ตกหล่น หรือใช้ข้อมูลผิดรายการก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนเอกสาร

โปรแกรมบัญชีจึงเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ตั้งแต่การบันทึกรายการซื้อและขาย การจัดการเอกสาร การติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้ ไปจนถึงการรวบรวมข้อมูลทางบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม โปรแกรมบัญชีไม่สามารถทำให้ข้อมูลที่ผิดตั้งแต่ต้นกลายเป็นข้อมูลที่ถูกต้องได้ หากผู้ใช้งานบันทึกยอดขายผิด เลือกประเภทภาษีผิด หรือบันทึกเอกสารไม่ครบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจผิดตามไปด้วย

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ข้อมูลต้องถูกต้อง และระบบต้องช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย

เพราะสุดท้ายแล้ว การทำบัญชีที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ตัวเลขถูกต้องในวันที่ต้องยื่นภาษี แต่คือการมี ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นระบบ และพร้อมนำไปใช้บริหารธุรกิจได้ตลอดเวลา หากธุรกิจของคุณกำลังมีรายการซื้อขายเพิ่มขึ้น และเริ่มรู้สึกว่าการจัดการบัญชีด้วยเอกสารหรือไฟล์หลาย ๆ ชุดใช้เวลามากขึ้น อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนจากการ “ตามแก้ข้อมูล” มาเป็นการจัดการบัญชีด้วยระบบตั้งแต่ต้น

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป โดยอ้างอิงข้อมูลของกรมสรรพากรที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 อัตรา VAT 7% ที่กล่าวถึงในบทความเป็นอัตราที่กรมสรรพากรประกาศคงไว้ในช่วงเวลาปัจจุบันถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 รายละเอียดทางภาษีอาจแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ ลักษณะรายการ และเงื่อนไขของเอกสาร ก่อนนำข้อมูลไปใช้ยื่นภาษีหรือดำเนินการทางบัญชีจริง ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดของกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี

เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ คอมเทค จำกัด | 13 สิงหาคม 2569

ติดตามเกร็ดความรู้ด้านบัญชี ภาษี และเทคนิคดี ๆ สำหรับผู้ประกอบการ พร้อมอัปเดตเรื่องน่ารู้ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารงานได้ง่ายขึ้นไปกับ Prosoft WINSpeed
Facebook :  Prosoft WINSpeed โปรแกรมบัญชีสำหรับนักบริหารมืออาชีพ
Youtube   :  Prosoft WINSpeed Cloud



 

 

 


 

 

 

 138
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ออดิท (Audit) หรือการตรวจสอบบัญชี คือกระบวนการที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด และสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
Landed Cost คือ ต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าจนถึงจุดหมายปลายทาง (เช่น คลังสินค้าของบริษัท) ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากราคาสินค้าเอง ทำให้สามารถคำนวณราคาที่แท้จริงของสินค้าเมื่อถึงมือผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าได้อย่างถูกต้อง
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แน่นอนว่ามักจะมีปัญหาทางการเงินเข้ามาให้เจ้าของธุรกิจต้องคอยรับมืออยู่ตลอดเวลา และแม้จะระมัดระวังเป็นอย่างดีด้วยความเป็นมือใหม่ก็อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าความผิดพลาดด้านการเงิน คือ หนทางแห่งความลำบากในการทำธุรกิจ สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินในการทำธุรกิจ ลองทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผิดพลาดเหล่านี้ดูเพื่อหาหนทางให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไป โดยข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการมักพบกันก็คือ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ที่ทำให้กิจการจำเป็นและจำใจต้อง เปลี่ยนสำนักงานบัญชี ใหม่ เรื่องที่สำคัญคือ
โปรแกรม ERP เป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรขององค์กรที่เชื่อมต่อและรวมรวมข้อมูลทั้งหมดขององค์กรในระบบเดียวกัน โดยรวมถึงเรื่องบัญชีทางการเงินด้วย โดยโปรแกรม ERP จะช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถดำเนินการตรวจสอบรายการเงินสด รายการเจ้าหนี้ รายการลูกหนี้ รายการค่าใช้จ่าย และรายการบัญชีอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
โปรแกรมบัญชี เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะงานบัญชีคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ ที่ทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารเห็นภาพรวมขององค์กรอย่างชัดเจน การมีโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยงานบัญชีทำให้องค์กรมีความราบรื่น ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์