
สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี การบริหารจัดการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความถูกต้องรอบคอบอย่างยิ่ง หนึ่งในประเด็นที่มักเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้งคือ "ภาษีซื้อต้องห้าม" เนื่องจากหลายท่านอาจเข้าใจว่า “เมื่อจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และได้รับใบกำกับภาษีมาแล้ว จะสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้เสมอ”
ในความเป็นจริง ตามประมวลรัษฎากร ได้กำหนดเงื่อนไขของใบกำกับภาษีบางประเภทที่ไม่สามารถนำมาใช้หักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน (ภ.พ.30) ได้ หากนำไปยื่นโดยไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อม เบี้ยปรับ 1–2 เท่า และ เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตามกฎหมาย
ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร?
ภาษีซื้อต้องห้าม (Non-Deductible Input Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่ผู้ประกอบการได้ชำระไปจากการซื้อสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 ห้ามนำภาษีซื้อจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากภาษีขาย ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน (ภ.พ.30)
ภาษีซื้อปกติ: ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = ภาษีที่ต้องชำระ (หรือขอคืน)
ภาษีซื้อต้องห้าม: ห้ามนำมาแสดงในช่องภาษีซื้อของแบบ ภ.พ.30 เด็ดขาด

1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือ ทำบิลหาย
จ่ายเงินไปจริง มีสลิปโอนเงินชัดเจน แต่ร้านค้าไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ หรือทำเอกสารหายแล้วไม่มี "ใบแทนใบกำกับภาษี" มาแสดงตอนสรรพากรขอตรวจ
สลิปโอนเงิน บิลเงินสด หรือใบเสร็จรับเงินทั่วไป ใช้แทนใบกำกับภาษีเพื่อเคลม VAT ไม่ได้เด็ดขาด
2. พิมพ์ชื่อ-ที่อยู่ผิด หรือข้อความไม่ครบ
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ามีจุดผิดแม้แต่จุดเดียวก็ปลิวทันที เช่น:
พิมพ์ชื่อบริษัทผิดไปตัวเดียว, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักสลับกัน
ลืมระบุว่า "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่..." (ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย)
มีรอยลิควิด ลบ ขีดฆ่า โดยไม่มีลายเซ็นกำกับอย่างถูกต้อง
3. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิปสั้นๆ จากร้านค้า)
บิลสั้นๆ ที่ได้จากร้านสะดวกซื้อ, ร้านกาแฟ, ปั๊มน้ำมัน หรือห้างสรรพสินค้า ที่หัวบิลเขียนว่า "ใบกำกับภาษีอย่างย่อ" และไม่มีชื่อ-ที่อยู่บริษัทเรา
ต้องแจ้งขอเปลี่ยนเป็น "ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป" จากหน้าร้านทุกครั้งก่อนเดินออกจากร้าน
4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ "รถยนต์นั่ง" (รถเก๋ง/รถ SUV ไม่เกิน 10 ที่นั่ง)
ค่าใช้จ่ายทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับรถเก๋งประจำตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น:
ค่าดาวน์, ค่างวดเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง
ค่าน้ำมัน, ค่าทางด่วน
ค่าซ่อมบำรุง, ค่าเปลี่ยนยาง, ค่าประกันภัย VAT จากรายการพวกนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด
(ยกเว้นบริษัทคุณทำธุรกิจโชว์รูมขายรถ หรือธุรกิจรถเช่าโดยตรง)
5. ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า / พาคู่ค้าไปกินข้าว
พาซัพพลายเออร์ไปเลี้ยงข้าว, พาไปตีกอล์ฟ, ค่าห้องพักโรงแรมให้ลูกค้า หรือซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่แจกคู่ค้า
แม้ว่าร้านอาหารหรือโรงแรมจะออกใบกำกับภาษีเต็มรูปให้ถูกต้อง 100% แต่ VAT จากค่าเลี้ยงรับรอง ห้ามเอาไปเคลม
6. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ / กรรมการ
ซื้อทีวีไปติดที่บ้านกรรมการ, ค่าแพ็กเกจเที่ยวส่วนตัว, ค่าของใช้ส่วนตัว
นอกจากจะเคลม VAT ไม่ได้แล้ว ยังห้ามเอาไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทด้วย
7. ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก (บริษัทร้าง / บิลปลอม / e-Tax ปลอม)
ซื้อของจากร้านที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง หรือซัพพลายเออร์โดนสรรพากรถอนชื่อออกจากระบบ VAT ไปแล้ว (บริษัทร้าง) รวมถึงเอกสาร e-Tax Invoice ที่ออกโดยระบบไม่ได้มาตรฐาน
ก่อนอนุมัติโอนเงินให้นักบัญชีกดเช็กสถานะผู้เสียภาษี (VAT Info) บนเว็บไซต์กรมสรรพากรให้ชัวร์ก่อนเสมอ
8. ใบกำกับภาษี "ดองข้ามปี" (ยื่นเลทเกิน 6 เดือน)
ปกติบิลเดือนไหนต้องยื่นภาษีเดือนนั้น แต่สรรพากรผ่อนผันให้นำมาเคลมย้อนหลังได้ไม่เกิน 6 เดือน นับจากเดือนที่ออกเอกสาร
บิลลงวันที่ 15 มกราคม ต้องเอามาเคลมช้าสุดไม่เกินภาษีซื้อเดือนกรกฎาคม ถ้าลืมเปิดเก๊ะค้นเจอในเดือนสิงหาคม... ใบนั้นกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที!
"หัก VAT ไม่ได้" ไม่ได้หมายความว่า "บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ได้"
ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจผิด คือการคิดว่าภาษีซื้อต้องห้ามจะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางภาษีได้เลย
ในทางบัญชีและภาษีอากร "ภาษีซื้อต้องห้ามบางประเภท กฎหมายยินยอมให้นำยอด VAT 7% ไปรวมเป็นต้นทุนของค่าใช้จ่าย เพื่อหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ได้"
ตัวอย่างการบันทึกบัญชีหน้างาน
โจทย์: บริษัทชำระค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้าเป็นเงิน 10,000 บาท + VAT 7% (700 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,700 บาท (ได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปถูกต้อง)
การลงรายการบัญชี (Journal Entry):
เดบิต (Dr.) ค่าเลี้ยงรับรอง 10,700
เครดิต (Cr.) เงินสด / เงินฝากธนาคาร 10,700
(: นำ VAT 700 บาท บวกรวมเป็นต้นทุนค่าเลี้ยงรับรอง 10,700 บาททันที โดยไม่ต้องแยกตั้งบัญชีภาษีซื้อ)
สรุป: การตรวจสอบเอกสารใบกำกับภาษีอย่างละเอียดเป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางภาษี การจำแนกประเภทภาษีซื้อปกติและภาษีซื้อต้องห้ามได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร และลดภาระค่าใช้จ่ายจากเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นย้อนหลัง
ข้อควรรู้: ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเท่านั้น เงื่อนไขทางภาษีอาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละธุรกิจ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากร ควรตรวจสอบรายละเอียดกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรเพิ่มเติมก่อนการดำเนินการยื่นภาษีจริง
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาษีด้วย Prosoft WINSpeed Cloud
โปรแกรมบัญชีออนไลน์ WINSpeed Cloud มาพร้อมระบบช่วยจัดหมวดหมู่และแยกประเภทภาษีซื้อต้องห้ามให้อัตโนมัติขณะลงบันทึกรายการ ช่วยให้นักบัญชีทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีผิดพลาด พร้อมรองรับการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายตามมาตรฐานกรมสรรพากร
