
VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าสินค้า โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระในแต่ละเดือน
VAT คือภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหรือการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการจะมีทั้งด้าน “ภาษีขาย” ที่เกิดจากการขายหรือให้บริการ และ “ภาษีซื้อ” ที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เข้าเงื่อนไข
ปัจจุบันประเทศไทยใช้อัตรา VAT 7% โดยกรมสรรพากรประกาศเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ยืนยันการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 และขยายเวลาการลดอัตราดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ดังนั้น สำหรับช่วงเวลาที่บทความนี้จัดทำ อัตรา VAT ที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงคือ 7%
ธุรกิจแบบไหนต้องจด VAT?
โดยหลัก ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ และมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าธุรกิจต้องจด VAT หรือไม่ ไม่ควรดูเพียงตัวเลข 1.8 ล้านบาทอย่างเดียว เพราะกฎหมายมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทกิจการ สินค้าและบริการที่อยู่ในบังคับ VAT รวมถึงกิจการหรือรายการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น หากเป็นกรณีของธุรกิจจริง ควรพิจารณาลักษณะกิจการและประเภทของรายรับประกอบกัน
สำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มต้นคือการติดตามรายรับของกิจการอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อรายรับเข้าเกณฑ์แล้ว จะมีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT ตามมา ทั้งการจดทะเบียน การออกใบกำกับภาษี การจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย และการยื่นแบบ ภ.พ.30
ภ.พ.30 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ VAT อย่างไร?
เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ธุรกิจจะมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 โดยทั่วไปผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนการยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อาจมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขยายกำหนดเวลาตามที่กรมสรรพากรกำหนด
สิ่งที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจ คือ การยื่น ภ.พ.30 ไม่ได้หมายความว่าทุกเดือนจะต้องมี VAT ที่ต้องชำระเสมอไป เพราะผลการคำนวณอาจเป็นภาษีที่ต้องชำระ หรืออาจมีภาษีชำระไว้เกินได้และแม้ในเดือนนั้นจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
หลักสำคัญที่เจ้าของกิจการควรจำคือ ขายสินค้า หรือให้บริการ → เกิดภาษีขาย
ตัวอย่างเช่นVAT จะเท่ากับ 7,000 บาท = ลูกค้าจะจ่ายทั้งหมด 107,000 บาท
เงิน 100,000 บาทคือมูลค่าขายก่อน VAT ส่วน 7,000 บาทคือภาษีขาย
ตรงนี้มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าของกิจการควรจำไว้ให้ดี คือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าไม่ใช่เงินที่ธุรกิจควรมองว่าเป็นรายได้ของตัวเองทั้งหมด เพราะ VAT เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำไปคำนวณและนำส่งตามระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
พูดง่าย ๆ คือ ลูกค้าจ่ายเงินมา 107,000 บาท แต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจขายของได้ 107,000 บาททั้งหมด
ภาษีซื้อคืออะไร?
“ภาษีซื้อ” คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน รวมถึงกรณีอื่นที่กฎหมายกำหนด
ถ้าภาษีขายเกิดจากการขาย ภาษีซื้อก็เกิดจากอีกด้านหนึ่ง คือ “การซื้อ”
หลักจำง่าย ๆ คือ “ซื้อ = ภาษีซื้อ”
ตัวอย่างเช่น
บริษัทซื้ออุปกรณ์สำนักงานราคา 50,000 บาท และมี VAT 7% จำนวน 3,500 บาท บริษัทจึงจ่ายเงินให้ผู้ขายรวม 53,500 บาท
จำนวน 3,500 บาทคือ VAT ที่บริษัทจ่ายไป ซึ่งในกรณีที่เป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักตามกฎหมาย ก็สามารถนำมาใช้ในการคำนวณ VAT ของกิจการได้
เรื่องสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ ไม่ใช่ VAT ที่จ่ายจากการซื้อทุกกรณีจะสามารถนำมาหักกับภาษีขายได้ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดกรณีที่เป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” ไว้ด้วย
ภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร?
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดที่เจ้าของธุรกิจควรระวังมากที่สุด เพราะการเห็น VAT อยู่ในใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ VAT จำนวนนั้นไปหักภาษีขายได้เสมอไป
กฎหมายกำหนดกรณีที่ภาษีซื้อไม่สามารถนำไปหักในการคำนวณ VAT หรือที่เรียกว่า “ภาษีซื้อต้องห้าม” ไว้หลายกรณี
ตัวอย่างที่กรมสรรพากรอธิบายไว้ เช่น ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองบางลักษณะ รวมถึงภาษีซื้อบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ทั้งนี้รายละเอียดและข้อยกเว้นต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายในแต่ละกรณี
ดังนั้น ในการทำบัญชีจึงไม่ควรนำยอด VAT จากเอกสารทุกใบมารวมเป็นภาษีซื้อที่หักได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่ารายการนั้นมีสิทธิทางภาษีหรือไม่
| ภาษีซื้อ | ภาษีขาย | |
| คืออะไร? | VAT ที่ธุรกิจ จ่ายตอนซื้อ | VAT ที่ธุรกิจ เก็บจากลูกค้าตอนขาย |
| เกิดขึ้นเมื่อ | ซื้อสินค้า / รับบริการ | ขายสินค้า / ให้บริการ |
| ตัวอย่าง | ซื้อ 100,000 บาท + VAT 7,000 บาท → ภาษีซื้อ 7,000 บาท | ขาย 200,000 บาท + VAT 14,000 บาท → ภาษีขาย 14,000 บาท |
| เอาไปทำอะไร? | นำภาษีซื้อที่ มีสิทธิ มาหักออกจากภาษีขาย | นำมาเทียบกับภาษีซื้อ เพื่อดูว่าต้องชำระ VAT เท่าไร |
| จำง่าย ๆ | ซื้อ → จ่าย VAT | ขาย → เก็บ VAT |
ภาษีขาย คือ VAT ที่กิจการเรียกเก็บจากการขายหรือให้บริการ
ภาษีซื้อ คือ VAT ที่กิจการจ่ายจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เกี่ยวข้องและเข้าเงื่อนไข
เมื่อนำมาคำนวณ VAT ประจำเดือน จะนำภาษีขายมาเปรียบเทียบกับ ภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหัก
หลักการพื้นฐานคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหัก
นี่คือหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจ VAT การคำนวณจริงอาจมีรายละเอียดอื่นที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น ภาษีซื้อที่ต้องห้าม ภาษีชำระไว้เกินยกมา หรือรายการปรับปรุงต่าง ๆ
ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย?
ตัวอย่าง เดือนนี้บริษัทมี ภาษีขาย 14,000 บาท แต่มี ภาษีซื้อที่มีสิทธิ 21,000 บาท
| จำนวน | |
|---|---|
| ภาษีขาย | 14,000 บาท |
| ภาษีซื้อที่มีสิทธิ | 21,000 บาท |
| ผลต่าง | -7,000 บาท |
แปลว่า เดือนนี้บริษัทมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย และอาจเกิด ภาษีที่ชำระไว้เกิน ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงิน 7,000 บาทคืนทันที แต่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาสิทธิและดำเนินการตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น การขอคืนภาษีหรือการดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายกำหนด หากธุรกิจมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สิ่งสำคัญคือ ต้องมีเอกสารและข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อยืนยันสิทธิของภาษีซื้อ
เมื่อพูดถึงภาษีซื้อ เรื่องของ ใบกำกับภาษี เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขาย ไม่ได้ดูแค่จำนวน VAT ที่ระบุอยู่ในเอกสาร แต่ต้องดูด้วยว่าเอกสารนั้นถูกต้อง และรายการดังกล่าวมีสิทธินำมาหักตามกฎหมายหรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากเป็นภาษีซื้อต้องห้าม หรือเอกสารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจไม่สามารถนำ VAT จำนวนดังกล่าวมาหักได้ หากนำภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิมาหัก อาจทำให้การยื่นแบบ ภ.พ.30 ไม่ถูกต้อง และอาจมีภาระภาษี เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกรณี ดังนั้น การเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ ตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้อง และบันทึกข้อมูลตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้
พูดง่าย ๆ คือ อย่าเก็บแค่ “ใบเสร็จ” แต่ควรตรวจสอบด้วยว่าเอกสารนั้นใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้หรือไม่
ลองดูตัวอย่างจากธุรกิจหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพว่า ภาษีซื้อและภาษีขายเกี่ยวข้องกันอย่างไร
สมมติว่าเดือนนี้ บริษัทขายสินค้าและให้บริการรวม 500,000 บาท โดยราคานี้ยังไม่รวม VAT เมื่อคิด VAT 7% บริษัทจะมีภาษีขาย 500,000 × 7% = 35,000 บาท
หมายความว่า บริษัทเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า 35,000 บาท ในเดือนเดียวกัน บริษัทมีการซื้อสินค้าและรับบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรวม 200,000 บาท และมี VAT 7% จำนวน 14,000 บาท ซึ่งเป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักตามหลักเกณฑ์
เมื่อนำภาษีขายมาเปรียบเทียบกับภาษีซื้อ ภาษีขาย 35,000 บาท − ภาษีซื้อ 14,000 บาท= 21,000 บาท
ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ บริษัทมี VAT ที่ต้องชำระ 21,000 บาท
ขาย → เก็บ VAT 35,000 บาท
ซื้อ → จ่าย VAT 14,000 บาท
35,000 − 14,000 = 21,000 บาท
ตัวอย่างนี้เป็นการอธิบายหลักการเบื้องต้นเท่านั้น การคำนวณ VAT จริงอาจต้องพิจารณาภาษีซื้อที่มีสิทธิ ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีชำระไว้เกินยกมา และรายการอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
บางครั้งราคาที่ขายให้ลูกค้าไม่ได้แยก VAT ออกมา แต่แจ้งเป็น “ราคาสุทธิ รวม VAT แล้ว”
เช่น สินค้าราคา 107,000 บาท รวม VAT 7%
ถ้าอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วราคาสินค้าก่อน VAT เท่าไร สามารถนำยอดรวมมาหารด้วย 1.07 107,000 ÷ 1.07 = 100,000 บาท
ดังนั้น ราคาก่อน VAT = 100,000 บาท VAT 7% = 7,000 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย = 107,000 บาท
วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการแยกได้ว่า เงินที่ได้รับจากลูกค้านั้น ส่วนไหนเป็นยอดขาย และส่วนไหนเป็น VAT
บางครั้งธุรกิจแจ้งราคากับลูกค้าเป็น “ราคาที่รวม VAT แล้ว”
เช่น ราคาสินค้า = 107,000 บาท รวม VAT 7% แล้ว
ถ้าต้องการรู้ว่าราคาก่อน VAT เท่าไร 107,000 ÷ 1.07 = 100,000 บาท
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ราคาก่อน VAT | 100,000 บาท |
| VAT 7% | 7,000 บาท |
| ราคาที่ลูกค้าจ่าย | 107,000 บาท |
หลักการจำ ราคาที่รวม VAT แล้ว ÷ 1.07 = ราคาก่อน VAT
สำคัญมาก เพราะการนำภาษีซื้อมาหักไม่ได้ดูแค่ตัวเลข VAT แต่ต้องมีเอกสารและหลักฐานที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ด้วย
☑️ เอกสารถูกต้องหรือไม่
☑️ รายการนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่
☑️ เป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหักหรือไม่
☑️ เป็นภาษีซื้อต้องห้ามหรือไม่
หากนำภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิมาหัก อาจทำให้การยื่น ภ.พ.30 ไม่ถูกต้อง และอาจมีภาระภาษี เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกรณี
ดังนั้น เก็บเอกสารให้ครบ + ตรวจสอบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้
ในธุรกิจที่มีรายการซื้อขายไม่มาก เจ้าของกิจการอาจสามารถติดตามข้อมูลด้วยเอกสารหรือไฟล์ตารางได้ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต จำนวนใบกำกับภาษี รายการซื้อ รายการขาย ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ลองนึกภาพธุรกิจที่มีใบกำกับภาษีซื้อหลายร้อยรายการต่อเดือน และมีใบกำกับภาษีขายจากลูกค้าจำนวนมาก ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกข้อมูล ตรวจสอบเอกสาร แยกภาษีซื้อและภาษีขาย รวมถึงตรวจสอบว่ารายการใดมีสิทธิและไม่มีสิทธินำมาหัก หากต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือ โอกาสที่จะเกิดการบันทึกผิด ตกหล่น หรือใช้ข้อมูลผิดรายการก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนเอกสาร
โปรแกรมบัญชีจึงเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ตั้งแต่การบันทึกรายการซื้อและขาย การจัดการเอกสาร การติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้ ไปจนถึงการรวบรวมข้อมูลทางบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม โปรแกรมบัญชีไม่สามารถทำให้ข้อมูลที่ผิดตั้งแต่ต้นกลายเป็นข้อมูลที่ถูกต้องได้ หากผู้ใช้งานบันทึกยอดขายผิด เลือกประเภทภาษีผิด หรือบันทึกเอกสารไม่ครบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจผิดตามไปด้วย
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ข้อมูลต้องถูกต้อง และระบบต้องช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย
เพราะสุดท้ายแล้ว การทำบัญชีที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ตัวเลขถูกต้องในวันที่ต้องยื่นภาษี แต่คือการมี ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นระบบ และพร้อมนำไปใช้บริหารธุรกิจได้ตลอดเวลา หากธุรกิจของคุณกำลังมีรายการซื้อขายเพิ่มขึ้น และเริ่มรู้สึกว่าการจัดการบัญชีด้วยเอกสารหรือไฟล์หลาย ๆ ชุดใช้เวลามากขึ้น อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนจากการ “ตามแก้ข้อมูล” มาเป็นการจัดการบัญชีด้วยระบบตั้งแต่ต้น
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป โดยอ้างอิงข้อมูลของกรมสรรพากรที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 อัตรา VAT 7% ที่กล่าวถึงในบทความเป็นอัตราที่กรมสรรพากรประกาศคงไว้ในช่วงเวลาปัจจุบันถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 รายละเอียดทางภาษีอาจแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ ลักษณะรายการ และเงื่อนไขของเอกสาร ก่อนนำข้อมูลไปใช้ยื่นภาษีหรือดำเนินการทางบัญชีจริง ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดของกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี
เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ คอมเทค จำกัด | 13 สิงหาคม 2569
ติดตามเกร็ดความรู้ด้านบัญชี ภาษี และเทคนิคดี ๆ สำหรับผู้ประกอบการ พร้อมอัปเดตเรื่องน่ารู้ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารงานได้ง่ายขึ้นไปกับ Prosoft WINSpeed
Facebook : Prosoft WINSpeed โปรแกรมบัญชีสำหรับนักบริหารมืออาชีพ
Youtube : Prosoft WINSpeed Cloud